
เสียงดังของนาฬิกาปลุกกระชากความรู้สึกเป็นสุขจากห้วงนิทรารมณ์ให้ตื่นขึ้น
อีกเช้าแล้วสินะ
ที่เราต้องฝืนตื่นขึ้นมาผจญกับความสับสนวุ่นวายของชีวิตเมืองกรุง
อืม! คิดในใจ ผิดแต่ว่า เช้านี้มีอะไรที่พิเศษไปจากทุกวัน
นั้นก็คือได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมฝึกอบรมโครงการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต ณ. สถาบันฝึกอบรมผู้นำ
มูลนิธิ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ที่กาญจนบุรี
เราไม่มีเวลานอนคิดคำนึงอะไรมากนัก เพราะต้องไปถึงจุดนัดพบ
คือศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อไปขึ้นรถบัสให้ทันเวลา
7.00 นาฬิกาตรง
เรารีบกระวีกระวาดปฏิบัติภารกิจส่วนตัวเสร็จตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี
ขึ้นรถก็ต้องฝ่าการจราจรที่เริ่มแน่นขนัด
ผลก็คือไปไม่ทันรถบัส
แต่โชคยังดีที่มีรถตู้เก็บผู้ที่ตกรถเช่นเดียวกับเราอีก
5 ชีวิต เวลาผ่านไปราว 2 ชั่วโมงเศษ รถก็ไปจอดอยู่หน้าห้องเรียน
ไม่มีเวทีกว้างใหญ่หรูหรา
ไม่มีแท่นผู้ประกาศที่ฟู่ฟ่าด้วยดอกไม้จากต่างประเทศราคาแพงๆ
ไม่มีฉากหลังเก๋ๆสำหรับติดตัวหนังสือ แต่ทุกอย่างแฝงด้วยคุณค่าทางจิตใจ
ไม่ว่าจะเป็นขุนเขาที่เรียงรายอยู่รอบด้าน
ฉากหลังทำด้วยไม้ไผ่โปร่งๆ เตียงไม้ ขนาดกำลังดีแทนเวที
สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตในเหนือสิ่งอื่นใดคือพิธีเปิดตามแบบฉบับของวัฒนธรรมไทย
โดยการสวดมนต์ไหว้พระ
"ขอต้อนรับเข้าสู้สถาบันฝึกอบรมผู้นำ
ขุนเขาแห่งความหวัง เราหวังไว้ว่าทุกท่านเมื่อผ่านที่นี้
จะพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติ
..."
อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดียวของเมืองไทยที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ
กล่าวต้อนรับและเปิดการอบรม พลตรี จำลอง
ศรีเมือง
ครูใหญ่ของเราได้บอกเล่าให้พวกเราฟังเกี่ยวกับความเป็นมาของสถาบันฝึกอบรมผู้นำ
รวมทั้งรายละเอียดต่างๆที่น่ารู้ น่าสนใจของที่นี่
เช่น ครูพิเศษ หรือวิทยกรที่เชิญมา
ท่านไม่ได้คัดจากผู้ที่เรียนมากๆ จบจากต่างประเทศปริญญายาวๆ
แต่เน้นที่ประสบการ์ชีวิตที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
ห้องเรียนที่เรานั่งกันอยู่นั้นเป็นโรงนาหลังคามุงจาก
มองเห็นขุนเขาตลอดเวลา
น้ำดื่มก็เป็น "น้ำฝนกลางหาว"
ที่ใส บริสุทธิ์ หวานชื่นใจตามธรรมชาติ
ชนิดที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ
เมืองฟ้าอมรของเรา และที่เรารู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตของท่านครูใหญ่เอง
และหลายๆท่านที่แวดล้อมช่วยงานครูใหญ่อยู่
นั้นก็คือ "กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก
ถ้ามีเหลือจุนเจือสังคม" หลังพิธีเปิดและบรรยายพิเศษของครูใหญ่แล้วก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย
นั้นก็คือ อาหารมื้อกลางวัน เพราะหลายคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า
โรงอาหารห่างจากอาคารเรียนไปทางด้านหลังแม้ว่าพวกเราจะหิวมากเพียงไร
ก่อนที่ทุกคนจะลงมือรับประทานอาหารต้องว่า
คาถา ก่อนทุกมื้อ สรุปใจความหลักๆได้ว่า
ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่างได้มาด้วยความยากลำบาก
อย่ากินทิ้งกินขว้าง
จึงควรทำงานให้คุ้มกับอาหารหนึ่งมื้อ ต้องทำงาน
4 ชั่วโมง พอสิ้นเสียงคาถา ทุกคนก็เงียบเกริบ
ก้มหน้าก้มตาจัดการกับเส้นหมี่น้ำตรงหน้า
เป็นอาหารมังสวิรัติมื้อแรกที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมาและทุกๆมื้อที่อยู่ที่นี่
ทุกคนบอกเลยว่า
ถ้าหากินได้สะดวกที่กรุงเทพฯ จะหันมากินมังสวิรัติอย่างถาวรเลยทีเดียว
พออิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว
พวกเราก็นำภาชนะของตนเองไปเข้าแถวล้างทำความสะอาด
ด้วยมือของเราเองทุกคน ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน
ไปที่นั้นต้องล้างจานเอง ไม่เคยก็ต้องเคย
กลับเข้าห้องเรียนฟังบรรยายอีกครั้งหนึ่งช่วงหลักจากนั้นเป็นการทัศนศึกษารอบๆบริวเณสถาบันฯ
นำโดยครูใหญ่ และครูผู้ช่วย เดินผ่านบ้านพักของพวกเรา
กระท่อมหลังคาจากสวยงามน่าอยู่จริงๆ
ระหว่างทัศนศึกษา เราได้เห็นขุนเขาที่โอบล้อม
บางแห่งเรียงตัวกันราวกับหญิงสาวนอนหงายสยายผม
กำลังมองก้อนเมฆรูปทรงต่างๆ บนท้องนภาอย่างเพลิดเลิน
เราได้เห็นแปลงเกษตรไร้สารพิษที่ครูใหญ่เล่าให้ฟังว่า
เกษตรกรหลายครอบครัวทำเกษตรธรรมชาติไร้สารพิษ
ดอกผลงอกงามดี
จนมีรายได้รายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสบาย
ฟังแล้วชาวกรุงหลายๆคนคงรู้สึกอิจฉา
มีของกินดีๆ ทุกอย่างปลอดสารพิษ มีอากาศบริสุทธิ์หายใจ
ซึมซับความสุนทรีย์จากทัศนียภาพสวยงาม
มีเงินไว้ใช้จ่าย มีธรรมะหนุนนำจิตใจ และอีกมากมายที่ชาวกรุงอย่างเราไม่มีโอกาสดีเช่นพวกเขา
เมื่อเสร็จจากการทัศนศึกษาบริเวณสถาบันฯก็ย่างเข้ายามสนธยา
ทุกคนแยกย้ายไปปฏิบัติภารกิจที่เรือนพักของแต่ละคน
กระวีกระวาดอาบน้ำอาบท่าเพื่อให้ทันลดธงชาติตอนเย็น
หลังจากนั้นก็ได้อร่อยกับอาหารเย็นมื้ออร่อย
และฟังการบรรยายอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะมีการประเมินการอบรมของวันนั้น
เสร็จแล้วสวดมนต์นั่งสมาธิ
แล้วเข้านอน ทุกเช้าเราจะต้องตื่นนอนตีสี่กว่า
เข้านอนสี่ทุ่มกว่า
เช้าวันที่สองของการฝึอบรม นอกจากกิจวัตรประจำวันของช่วงเช้า
คือการบริหารร่างกาย
ฟังการบรรยาย ซึ่งวันนี้ได้พบกับรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ฝ่ายการศึกษา
รศ. บุญนำ ทานสัมฤทธิ์ มาแนะแนวทางสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีมีคุณค่าแก่พวกเรา
โดยแนะนำให้พวกเรามอบสิ่งนี้ให้แก่กัน ...
ความรู้ ความร่วมมือ ความร่มเย็น และ ความรัก
ฯลฯ หลังจากนั้นก็เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ
แล้วแยกย้ายกันปฏิบัติภาระกิจส่วนตัว ก่อนที่จะมาร่วมกันเคารพธงชาติ
และเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อเช้า
กลับมาพบกับช่วงที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
นั้นคือการบรรยายหัวข้อ
"แนวทางสู่ความสำเร็จ" โดยคุณอนันต์
อัศวโภคิน หัวเรือใหญ่แห่งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ผู้นำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ท่านให้เกียรติมาเล่าให้เราฟังถึงการฝ่าฟันอุปสรรค์ต่างๆ
จากบริษัทฯที่เคยมีพนักงาน 3 คน(รวมทั้งตัวท่านเอง)จนประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันมีพนักงานภายใต้ร่มเงาของท่านทั้งสิ้น
500 คน และบริษัทฯในเครืออีก
ด้วยวัยเพียง 45 ปีเท่านั้น ดูเหมือนว่าเวลาไม่ถึง
3 ชั่วโมงจะสั้นไม่จุใจ และผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน
ในความรู้สึกของผู้เข้าอบรม
ในภาคบ่ายก็กลับมาพบกับการอภิปราย
"การบริหารชีวิต" จากผู้ช่วยครู
4 ท่าน 4 รสชาติ ซึ่งก็เข้มข้นไม่แพ้ครูพิเศษทั้งสี่เช่นกัน
ผู้ช่วยครูสองท่านเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน
ถ้าไม่มีใครบอก เราคงไม่รู้ เพราะการวางตัวของท่าน
การแต่งกาย การให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกให้พวกเรา
ไม่เพียงแต่สองท่านนี้ ผู้ช่วยครูล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีฐานะตำเหน่งหน้าที่การงานอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น
แต่ก็ลดตัวลดตนมาช่วยเหลือพวกเราทุกอย่าง
เรื่องราวเข้มข้นและน่าสนใจตลอดเวลาที่เราฟัง
ท่านจะมีเสียงหัวเราะและหยดน้ำตาด้วยความสำมะเลเทเมาเกี่ยวข้องในอบายมุข
ทำให้ครอบครัวแทบจะแตกสลาย แต่ก็ยังไม่สายเกินแก้ในที่สุดก็ค้นพบทางสว่าง
ครอบครัวรวมทั้งคนรอบข้างมีแต่ความปิติสุข
ท่านต่อมาเป็นเจ้าของโรงงานเย็บเสื้อผ้าที่ปกครองลูกน้องโดยใช้กฎระเบียบตามที่ควรจะเป็น
สิ่งที่ท่านยึดถือและผูกใจลูกน้องมีเพียงศีล
5 เท่านั้น สิ่งที่ท่านได้รับคือ ความสำเร็จในธุรกิจ
และทุกด้านของชีวิต
ผู้ช่วยครูท่านสุดท้าย
เป็นผู้รณรงค์และทำการกสิกรรมไร้สารพิษอย่างจริงจัง
ได้รับรางวัลระดับชาติ สตรีเก่งสาขาการรักษาสิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้สมาชิกน้อยๆของครูที่จังหวัดศรีสะเกษมีเงินทุนหมุนเวียนถึงเดือนละ
4 ล้านบาท
หลังอภิปรายการบริหารชีวิต ก็เป็นการแบ่งกลุ่มสนทนา
โดยเชิญผู้ช่วยครูทั้งหมดมาแบ่งเป็นกลุ่มๆ
ผู้เข้าฝึกอบรมต้องการสนทนากับกลุ่มใดก็ได้
หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจประจำวัน
หนึ่งทุ่มตรงกลับมาพบกับวีรบุรุษนาแกที่หลายคนชื่นชม
... พลตำรวจตรี เสรี เตมียเวส มาเล่าเรื่องของ
"สงครามชีวิต" ของท่านให้เราฟัง
เรื่องราวของท่านช่างคล้ายกับภาพยนต์หลายๆเรื่อง
ความประทับใจของผู้เข้าอบรมที่มีต่อตัวท่านมากเพียงใด
วัดได้จากการขอลายเซ็นและนามบัตรจนเกลี้ยงกระเป๋า
และขอถ่ายรูปร่วมกับท่าน ชนิดที่ซูปเปอร์สตาร์บางคนอายไปเลย
การฝึกอบรมวันที่สาม
หลังจากการบริหารร่างกาย เราได้พบกับรัฐมนตรีคนหนึ่งคือ
คุณ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ท่านมาบอกเล่าให้เราฟังถึงความกตัญญูรู้คุณคน
จบการบรรยาย 6.30 น.
พอแสงตะวันแผ่มายังที่ๆเราอยู่ เราก็เดินขึ้นเขาฝาชีกัน
เมื่อทุกคนเดินมาถึงยอดเขาแล้ว
เราร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและปฎิญาณตนว่า
"เราจะทำแต่ความดี"
แล้วทุกคนก็เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ยามเช้า
ที่นี่ครูใหญ่ของเราเป็นนายแบบที่ขายดีที่สุดชนิดที่ท่านนั่งแล้วไม่ต้องขยับไปไหน
อยู่กับที่ก็จะมีบรรดาลูกศิษย์เวียนกันเข้ามาถ่ายภาพร่วมด้วยจนมิขาดสาย
จนถึงเวลาต้องลงเขานั้นแหละ ตากล้อง และบรรดานายแบบ
นางแบบทั้งหลายจึงแยกย้ายและเดินลงเขาไป
ดูผิวเผินแล้วกิจกรรมนี้อาจดูสนุกสนาน
ได้ออกกำลังกาย ได้ชมธรรมชาติสวยงาม
แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในการขึ้นเขาครั้งนี้
คงให้แง่คิดแก่พวกเราหลากหลายแตกต่างกันไป
สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนได้รับคือ "ถ้าเราดำรงความมุ่งมั่นของเรา
แม้จะยากลำบาก เราก็สามารถเอาชนะได้ และถึงจุดหมายปลายทางได้"
เมื่อกลับมาปฏิบัติภาระกิจประจำวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เวลา 9.00 น.
เราได้พบกับครูพิเศษที่เรารอคอยอีกท่านหนึ่ง
ท่านคือ คุณโสภณ สุภาพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัทบางจากฯ จำกัด(มหาชน) บริษัทฯที่เคยขาดทุ่นสะสมถึง
4,000 ล้านบาท
แต่เมื่อท่านเข้ามาบริหารก็มีกำไรทันทีในปีนั้นถึง
1,000 ล้านบาท ท่านมาเล่าให้เราฟังถึง
"ผู้นำที่พึงปราถนาในสังคม" นอกจากคำบรรยายอันทรงคุณค่าแล้ว
ท่านยังมีวีดีโอมาฉายให้ดูประกอบด้วย
และเป็นอีกครั้งที่พวกเราไม่ว่าชายหรือหญิง
ต้องหลั่งน้ำตาให้กับภาพที่เห็น
ซึ่งเป็นภาพของผู้ด้อยโอกาสในสังคม ช่วยกระตุ้นเตือนให้พวกเราเกิดสำนึกที่อาจหลงลืมไปบ้าง
ให้กลับมามองสังคมอย่างแท้จริงอย่างที่มันเป็นอยู่อีกครั้ง
ภาคบ่ายเราได้พบหมอในหัวข้อ
"เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า" คุณหมอมีวีดีโอประกอบคำบรรยายเช่นกัน
ถ้าจะเปรียบวีดีโอภาคเช้าเป็นภาพยนต์ชีวิต
ในภาคบ่ายนี้ก็คงจะเป็น บู๊ สยองขวัญ ซึ่งก็ได้ผล
หลายๆท่านหันมาสนใจกับสุขภาพตังเองมาขึ้น
หลังจากนั้นเป็นการปฏิบัติกิจกรรมภาคสนาม
พวกเราได้ลงแปลงเกษตร
ปฏิบัติกันจริงๆ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อตกไปตามๆกัน
ทำให้เรารู้ว่า ข้าวแต่ละเม็ด ผักแต่ละต้นกว่าจะได้มาไม่ใช่ง่ายๆเลย
หนึ่งทุ่มตรงกลับมาพบคุณสุรศักดิ์
กสิณฤกษ์ "นักสู้ภูธร" ของเรา
เขาเป็นใคร มาจากไหน
ไม่มีใครสนใจรอคอยเขา แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเขาจบลง
ความรู้สึกกลับตรงกันข้าม ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาๆ
พูดจาด้วยภาษาซื่อๆ
ใครจะรู้ว่าเขาคือเศรษฐีเมืองแพร่ที่ต้องสู้ชีวิตโดยมีน้ำใจเป็นเกราะป้องกันตัว
หลายคนยังรุมล้อมพูดคุยกับคุณสุรศักดิ์
แม้การบรรยายจะหมดเวลาและเป็นช่วงเวลาพักท่านอาหารว่างก็ตาม
นักสู้ภูธรจากเมืองแพร่คนนี้ไม่ธรรมดาเลย
รายการต่อไปเป็นการพูดคุยกันระหว่างครูใหญ่และผู้รับการอบรมภายใต้แสงจันทร์
ใครมีอะไรถาม ท่านจะตอบ ราตรีนั้นหลายคนได้คำตอบที่ค้างคาใจอยู่นาน
แล้วค่ำคืนนั้นก็จบลงด้วยความเสียดายของผู้เข้ารับการอบรม
วันสุดท้ายของการอบรมมาถึงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
หลายคนบ่นว่าเร็วเหลือเกิน
วันที่เราได้ขึ้นเขาและได้เขาถ้ำกัน เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไร
เราก็เดินแถวกันไปขึ้นเขาเพื่อจะเขาถ้ำ
เรามาดูกันดีกว่าว่ากิจกรรมนี้ให้อะไรเราบ้าง
พอลงถึงปากถ้ำ เราได้รับแจกเทียนไขแท่งเล็กคนละแท่ง
เมื่อมารวมกันครบทุกคนแล้วดวงไฟจากแสงเทียนดวงเล็กๆค่อยๆสว่างขึ้นทีละจุดทีละดวง
จนถ้ำที่มืดค่อยๆสว่างขึ้น พวกเราเปล่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีดังก้องกังวาน
และอีกบทเพลงที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของพวกเรา
"อยากให้ความรักเพื่อคนทั้งโลก อยากจะให้โชคเพื่อคนทั้งเหล้า
...
จะอุทิศชีวิตทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความดีไม่เคยหวั่น
จะเร่งสร้างทั้งคืนและทั้งวัน เพื่อชีวิตอันแสนสั้นนั้นมีค่า"

หลังจากเสร็จกิจกรรมเข้าถ้ำแล้วเราก็เก็บสัมภาระ
แล้วประชุมกันเพื่อแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ
ประเมินผลการอบรม เสร็จแล้วเลือกประธานรุ่นและตั้งชื่อรุ่น
หลังจากนั้นเป็นการแจกวุฒิบัตร
แล้วก็มาถึงพิธีปิดการอบรม
ที่เรียบง่ายแต่ทรงคุณค่า ครูใหญ่ ผู้ช่วยครู
รวมทั้งรุ่นพี่ที่มาอบรมรุ่นก่อน
ซึ่งมาอำนวยความสะดวกให้พวกเราด้วย ทั้งหมดตั้งแถวอยู่กลางห้อง
ผู้เข้ารับการอบรมทั้งหมดยืนเป็นรูปวงกลมล้อมอยู่
ครูใหญ่นำแถวคณะครูมาเริ่มที่ประธานรุ่น
ต่างไหว้ซึ่งกันและกัน อวยพรและกล่าวถึงความรู้สึกที่ดีต่อกันจนครบทุกคน
ภาพครูใหญ่นำแถวพนมมือมาหาทุกคนด้วยใบหน้าที่ปลาบปลื้ม
ริมฝีปากที่ยิ้มแย้มรับไหว้จากพวกเรา แต่ดวงตาของท่านมีน้ำใสๆคลออยู่
พวกเราอาลัยอาวรณ์ต่อกัน เวลาเพียง 3 คืน
4 วัน ที่สถาบันฯแห่งนี้
ช่วยให้เวลาที่เหลือในชีวิตของเรามีค่ามากขึ้น
ยากที่จะหาคำพูดใดมาพรรณนาความรู้สึกเหล่านี้ได้ |