เริ่มจากเมืองกรุง
นับตั้งแต่ พลตรี
จำลอง ศรีเมือง ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2528 ได้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาหลายๆด้านโดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากร
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กรุงเทพฯมหานคร เป็นหน่วยงานแรกที่บุกเบิกและทุ่มเทการพัฒนาด้านนี้อย่างจริงจัง
ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อร่างหลักสูตร
"การพัฒนาคุณภาพชีวิต" และ ดำเนินการฝึกอบรมตั้งแต่ปลายปี
พ.ศ.2529 เป็นต้นมา โดยใช้สถานที่ของ ศูนย์ฝึกอบรมกรุงเทพมหานครที่หนองจอก
เนื้อหาและระยะเวลาของการฝึกอบรมมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ปรับเปลี่ยนเป็น
2 วัน 2 คืน 3 วัน 2 คืน และครั้งสุดท้ายเป็น
4 วัน 3 คืน
ผู้เข้ารับอบรมมาจากหน่วยงานราชการร้อยละ
90 (ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพมหานคร เจ้าของสถานที่ฝึกอบรม)
นอกจากนั้นมาจากภาคเอกชน การฝึกอบรมแต่ละรุ่นได้ปรับปรุงรายละเอียดของเนื้อหาวิชาให้เหมาะสมกับกลุ่มอาชีพนั้นๆ
เช่น คนงาน พนักงาน นักบริหาร ข้าราชการ
และครู เป็นต้น
ได้ฝึกอบรมที่หนองจอกไปแล้ว 147 รุ่น ประมาณ
15,000 คน
จากเมืองกรุงสู่เมืองกาญจน์
ปัญหาใหม่อีกประการหนึ่งที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
พลตรี จำลอง ศรีเมือง ประสบคือปัญหาชุมชนแออัด
จะแก้ไขได้อย่างสมบรูณ์ต้องช่วยให้ชาวไร่ชาวนาในต่างจังหวัด
อยู่รอด จะได้ไม่อพยพเข้ากรุงเทพฯ และผู้ที่เข้ามาเป็นชาวชุมชนแออัดอยู่แล้ว
จะได้ขยับขยาย ไปทำไร่ไถนาในภูมิลำเนาเดิม
ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของ
พลตรี จำลอง ศรีเมือง ที่เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือชาวไร่
ชาวนา
และการพัฒนาคน หลังจากลาออกจากตำเหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว
เมื่อได้
รับการบริจากที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรี 2
แห่งคือ ที่อำเภอปรือ และอำเภอเมืองจังหวัด
กาญจนบุรี
พลตรี จำลองศรีเมือง ได้สนับสนุนชาวไร่ชาวนาทำกสิกรรมไร้สารพิษเพื่อเป็น
ตัวอย่างการเอาตัวรอดได้อย่างแท้จริงของเกษตรกรทั่วไป
นอกจากทำกสิกรรมไร้สารพิษเป็นหลักแล้ว
ยังใช้ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมประมาณสามเดือน
ต่อ 1 ครั้ง
ฝึกอบรมหลักสูตร "การพัฒนาคุณภาพชีวิต"
ที่อำเภอเมือง กาญจนบุรี 4 วัน 3 คืน ใน
นามของ
"สถาบันฝึกผู้นำ" ส่วนอีก 2 หลักสูตร
คือ หลักสูตรผู้นำ และ ผู้นำเกษตรกร นั้นยังไม่
พร้อมที่จะเปิดเวลานี้
หลักสูตรผู้นำ
มีวิชา "การพัฒนาคุณภาพชีวิต"
เป็นพื้นฐาน เพิ่มเติมด้วยวิชา "ภาวะผู้นำ"
ใช้เวลา รวม 4 วัน 3 คืน
หลักสูตรผู้นำเกษตรกร มีวิชา "การพัฒนาคุณภาพชีวิต"
เป็นพื้นฐานเช่นกัน เพิ่มเติมด้วยวิชา
"กสิกรรมธรรมชาติ"
ลักษณะเฉพาะของสถาบันฝึกผู้นำ
สถาบันฝึกผู้นำ เน้นการเสริมสร้างคุณงามความดี
โดยแทบจะไม่มีการเสริมสร้างวิชาการ แต่อย่างใด
เนื่องจากการศึกษาของชาติทุกระดับชั้น ทุกสถาบัน
เน้นการเสริมสร้างวิชาการ อยู่แล้ว
วิทยากรของหลักสูตรผู้นำต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติจนเกิดผลเห็นเด่นชัดแล้ว
จึงจะมาเป็นวิทยากรได้
ไม่ได้คัดเลือกจากผู้ที่เรียนเก่งมากๆ รู้มากๆ
แต่คัดเลือกจากผู้ที่ปฏิบัติมามากๆ ซึ่งจะก่อเกิด
ศรัทธาแก่ผู้เข้ารับการอบรมว่า สามารถปฏิบัติได้จริง
เกิดผลจริง เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
ครอบครัว และสังคมประเทศชาติ อย่างแท้จริง
เป้าหมายของการฝึกอบรม
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาตนเองให้มีความสะอาด
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ กตัญญู
มากยิ่งขึ้น
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม นำความรู้ความเข้าใจไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ตลอดไป
แม้ในอนคตจะพ้นวัยทำงานไปแล้วก็ตาม
เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม ลด ละ เลิกอบายมุข
และสามารถชักชวนโน้มน้าว ให้ผู้อื่นประพฤติตามได้
เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และสามารถถ่ายทอดการดำเนินชีวิต
ที่มีคุณภาพ ให้กับครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน
เพื่อสร้าง พลังศรัทธาในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลมากขึ้น
ผู้นำที่สำคัญยิ่ง
ชาติต้องการผู้นำที่เก่งและดีพร้อม
สังคมไทยขาดผู้นำที่ทั้งเก่งทั้งดี ผู้นำที่เก่งแต่ไม่ดียิ่งมีจำนวนมากเท่าใด
ประเทศชาติ ย่อมเสียหายมากเท่านั้น
การศึกษาตั้งแต่ขั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยล้วนแต่เสริมสร้างวิชาการ
ให้เป็นคนเก่งทั้งสิ้น โรงเรียนเสริมสร้างอุดมการณ์
เสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้เป็นคนดียิ่งๆขึ้นนั้น
เราไม่มี จึงเป็นแรงบันดลใจให้ สร้างสรรโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถาบันฝึกผู้นำ
เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ทุกคนพัฒนาตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น
เพิ่มเติมคุณลักษณะที่ดีซึ่งมีในแต่ละคนอยู่แล้วให้มีเพิ่มมากขึ้น
ความสะอาดทั้งกายและใจ
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ กตัญญู กล้านํา
กล้าคิด กล้าตัดสินใจ
จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตนเอง ครอบครัว
และสังคมประเทศชาติ
|